1. กฎของแบรกก์
n λ = 2 d sin θ (ใช้ n = 1)
NaCl ระนาบ (100): d = 0.2820 nm = 282.0 pm
2. สเปกตรัมของหลอดรังสีเอกซ์
สเปกตรัมต่อเนื่อง เกิดจากอิเล็กตรอนถูกหน่วงในเป้า (เบรมส์ชตราลุง) พลังงานสูงสุดของโฟตอนเท่ากับพลังงานจลน์ทั้งหมดของอิเล็กตรอน
e V = h c / λmin → λmin = h c /(e V)
กราฟ λmin กับ 1/V: ความชัน = hc/e → h = ความชัน · e / c
เส้นเฉพาะตัว Kα Kβ เกิดจากอิเล็กตรอนชั้นในถูกชนหลุด แล้วอิเล็กตรอนชั้นนอกตกลงมาแทนที่ ความถี่จึงขึ้นกับชนิดธาตุเท่านั้น
3. กฎของมอสลีย์
√f = a ( Z − 1 ) , a = √( 3 c R / 4 ) ≈ 4.97 × 10⁷ Hz½
(จาก f = (3/4) c R (Z − 1)² สำหรับเส้น Kα)
กราฟ √f กับ Z เป็นเส้นตรง จึงใช้หาเลขอะตอมของธาตุที่ไม่ทราบได้
4. ค่าที่ใช้อ้างอิง
ทองแดง Cu (Z = 29): Kα ≈ 154.1 pm · Kβ ≈ 139.2 pm
โมลิบดีนัม Mo (Z = 42): Kα ≈ 71.1 pm · Kβ ≈ 63.2 pm
c = 2.998 × 10⁸ m/s · e = 1.602 × 10⁻¹⁹ C · R = 1.0974 × 10⁷ m⁻¹
🔬 กด 🔬 ระดับอะตอม ที่มุมล่างซ้ายของภาพ 3D — เห็นกระบวนการที่เกิดในเป้าพร้อมกัน 2 อย่าง:
• ซ้าย — เบรมส์ชตราลุง: อิเล็กตรอนเบนและช้าลงใกล้นิวเคลียส แล้วคายพลังงานที่หายไปเป็นโฟตอน · ตัวที่เสียพลังงานหมดในครั้งเดียวให้โฟตอนพลังงานสูงสุด = eV → λ สั้นที่สุด = ขอบคมที่เห็นในกราฟ
• ขวา — เส้นลักษณะเฉพาะ K: อิเล็กตรอนกระแทกอิเล็กตรอนชั้น K หลุดออก เกิดช่องว่าง แล้วอิเล็กตรอนชั้น L ตกลงมาแทน คายโฟตอน Kα → ยอดแหลมในกราฟ
ขอบคมขึ้นกับ kV เท่านั้น (ไม่ขึ้นกับชนิดเป้า) ส่วนยอดแหลมขึ้นกับธาตุของเป้าเท่านั้น (ไม่ขึ้นกับ kV) — ลองสลับเป้าและ kV แล้วสังเกตดู
⚠️ ฉากนี้ไม่บอกตัวเลข λ ของทั้งสองอย่าง เพราะเป็นค่าที่ต้องวัดเองจากมุมแบรกก์ (และ Z ของเป้า X เป็นคำตอบ)
💡 แบบจำลอง: อัตรานับ = สเปกตรัมต่อเนื่องที่มีขอบชัดที่ λmin + ยอดเกาส์เซียนของ Kα Kβ (กว้าง 0.16°) · มีสัญญาณรบกวนแบบสุ่ม · เป้าปริศนา X สุ่มเลขอะตอมต่อการเปิดหน้า และเส้น K คำนวณจากกฎของมอสลีย์